เอดีบีระบุตลาดพันธบัตรท้องถิ่นในเอเชียโตร้อยละ 16.5 ในปี 2552 และจะคงโตต่อเนื่องไปอีก

มะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (25 มีนาคม 2553) –ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ระบุว่าตลาดพันธบัตรเงินสกุลท้องถิ่นในประเทศเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกขยายตัวร้อยละ 16.5 ในปี 2552 โดยมียอดพันธบัตรคงค้างมูลค่าสูงถึง 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นเดือนธันวาคมของปีผ่านมา และจะยังคงเติบโตต่อเนื่องไปอีก เอดีบีได้เปิดตัวรายงานการติดตามภาวะพันธบัตรในเอเชีย (Asia Bond Monitor) ในวันนี้ ณ กรุงมะนิลา ซึ่งจะมีการรายงานเป็นประจำทุกไตรมาส

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตในปีที่แล้ว ได้แก่ การขยายตลาดอย่างรวดเร็วของฮ่องกง ไทย และอินโดนีเซีย ตลาดฮ่องกงทะยานสูงขึ้นถึงร้อยละ 55.8 เนื่องจากธนาคารกลางฮ่องกงได้ออกพันธบัตร Exchange Fund Bills and Notes อย่างหนัก โดยวัตถุประสงค์ในการดำเนินนโยบายทางการเงิน ส่วนตลาดพันธบัตรเงินสกุลท้องถิ่นของไทยและอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็วที่ร้อยละ 20.5 และ 19.4 ตามลำดับ

“ตลาดพันธบัตรเงินสกุลท้องถิ่นของเอเชียขยายตัวในปี 2552 ได้รวดเร็วกว่าในปี 2551 โดยมีสาเหตุหลักจากการที่รัฐบาลเกือบทุกประเทศขายพันธบัตรเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในการลดผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก” นายมัดดู ผู้อำนวยการอาวุโสประจำสำนักบูรณาการเศรษฐกิจภูมิภาคของเอดีบี กล่าวไว้ในรายงานฉบับดังกล่าว

ส่วนตลาดพันธบัตรเงินสกุลท้องถิ่นของเอเชียในปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 จากเมื่อปี 2550 สำหรับการออกพันธบัตรเงินสกุลท้องถิ่นในปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ 39.3 โดยมีมูลค่า 3.3

ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม การออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งลดน้อยลงร้อยละ 6.7 ในไตรมาสที่สี่ แสดงให้เห็นว่าการขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ลดลงในช่วงสุดท้ายของปี 2552 การออกพันธบัตรส่วนใหญ่ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้วในไตรมาสองและสามของปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำและเป็นช่วงเวลาก่อนที่นโยบายการเงินต่างๆ จะเข้มงวดขึ้น

ในขณะเดียวกัน การขายพันธบัตรสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ยูโร และเยน ได้เพิ่มสูงขึ้นจาก 33.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2551 เป็น 63.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552

นายมัดดูกล่าวว่า เอเชียกำลังได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและรัฐบาลก็กำลังจับตาดูระดับหนี้ของตนอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เอดีบีคาดว่าตลาดพันธบัตรท้องถิ่นของเอเชียจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2553 และในปีต่อๆ ไป เนื่องจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจมีความชัดเจนและบริษัทต่างๆในภูมิภาคหันมาดูดเม็ดเงินจากตลาดพันธบัตรเพิ่มมากขึ้นในฐานะเป็นแหล่งเงินทุนอีกแหล่งหนึ่ง นอกเหนือจากการกู้เงินจากธนาคาร

ตลาดหุ้นกู้เอกชนในภูมิภาคเติบโตที่ร้อยละ 31.6 ในปีที่แล้ว เปรียบเทียบกับการเติบโตของตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่ร้อยละ 11.2 ตลาดหุ้นกู้เอกชนที่ขยายตัวมากที่สุดได้แก่ ตลาดในจีน (ร้อยละ 77.5) เวียดนาม (68.4) และฟิลิปปินส์ (66.5) อย่างไรก็ตาม ยอดคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลที่ 3.114 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ยังคงทำให้ตลาดหุ้นกู้เอกชนซึ่งออกโดยบริษัทต่างๆ เติบโตไม่เต็มที่ โดยมีมูลค่า 1.303 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับประเทศไทย ในขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไม่มีการพัฒนาที่สำคัญ หุ้นกู้เอกชนในประเทศกลับขยายตัวถึงร้อยละ 18 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว โดยหุ้นกู้เอกชนที่ออกในปีที่แล้ว ได้แก่ หุ้นกู้ของ ธนาคารกรุงไทย หลักทรัพย์ธนชาติ ธนาคารทหารไทย และปูนซีเมนต์ไทย ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2552 ตลาดพันธบัตรเงินสกุลบาทมีขนาด 177 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 65.2 ของ GDP

ความต้องการของนักลงทุนมีแนวโน้มจะช่วยกระตุ้นการออกพันธบัตรเงินสกุลท้องถิ่นของเอเชียเพิ่มมากขึ้น นักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรในเอเชียเพิ่มมากขึ้นในปี 2552 เนื่องจากผู้ซื้อต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการที่ภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งจะเห็นได้จากค่าเงินที่แข็งแกร่งและผลตอบแทนที่สูงมากขึ้นในหลายๆ ตลาด โดยการถือครองพันธบัตรของอินโดนีเซียและมาเลเซียมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด

ผลตอบแทนดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 ภายหลังจากที่ไม่สดใสนักในช่วงครึ่งปีแรก โดย ณ สิ้นปี 2552 ดัชนี Pan Asian Bond Index ของกองทุนพันธบัตรเอเชีย (Asia Bond Fund) อยู่ที่ระดับร้อยละ 5 เปรียบเทียบกับระดับร้อยละ 0.15 เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว

ผลตอบแทนของตลาดค้าพันธบัตรมีความหลากหลาย โดยผลตอบแทนของพันธบัตรอินโดนีเซียมีมูลค่าสูงสุดถึงร้อยละ 35.61 ในขณะที่พันธบัตรฟิลิปปินส์ และเกาหลีให้ผลตอบแทนที่ร้อยละ 11.88 และ 9.73 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของตลาดพันธบัตรไทยและมาเลเซียยังอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดพันธบัตรจีนและฮ่องกงอยู่ในระดับติดลบ

เอดีบี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงมะนิลา ได้ให้ความสำคัญในการลดปัญหาความยากจนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม การเติบโตแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการรวมตัวทางเศรษฐกิจ เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 และมีสมาชิกทั้งหมด 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาค ในปี 2552 เอดีบีได้อนุมัติเงินกู้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 16 พันล้านเหรียญสหรัฐ และโครงการแบบเงินให้เปล่าอีกจำนวน 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งความช่วยเหลือทางวิชาการจำนวน 266.8 ล้านเหรียญสหรัฐ