รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชียกล่าวว่า การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มีความจาเป็นต่อการเติบโตของเอเชียในอนาคต

กรุงเทพ ฯ ประเทศไทย (30 พฤษภาคม 2554) -นาย Xiaoyu Zhao รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวในวันนี้ระหว่างการเปิดการประชุมเวทีพลังงานแสงอาทิตย์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 3 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐบาล บริษัทเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ กว่า 300 รายเข้าร่วม ว่า เอเชียจะต้องขยายขอบเขตการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หากต้องการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและลดการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอน

เวทีการประชุมพลังงานแสงอาทิตย์แห่งเอเชียจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มด้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งเอเชีย (Asia Solar Energy Initiative) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ภายใต้การสนับสนุนจากเอดีบี โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาคเอเชียโดยการกาหนดรูปแบบและพัฒนาโครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่เหมาะสม โดยเอดีบีจะทางานอย่างใก้ลชิดกับภาคเอกชนเพื่อวางรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระด้านต้นทุนและกระจายความเสี่ยง

นาย Zhao กล่าวว่า “เอเชียสามารถสร้างผลผลิตทางการค้าและการลงทุนคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของโลกได้ภายในปี 2593 และเพื่อที่จะรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจนี้ เอเชียจะต้องมีการบริหารจัดการด้านความมั่งคงด้านพลังงานและหันเหจากแนวทางการพัฒนาแบบดั้งเดิมที่ใช้ทรัพยากรจานวนมากและก่อให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนในปริมาณสูง ไปสู่การเติบโตแบบยั่งยืน ที่ก่อให้เกิดปริมาณคาร์บอนต่า ”

หลายประเทศในเอเชียมีความได้เปรียบด้านพลังงานแสงอาทิตย์เนื่องจากมีปริมาณแสงอาทิตย์มากและมีที่ดินว่างเปล่าที่ไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์อื่น ๆ จานวนมาก อย่างไรก็ตาม การขาดกลไกด้านการจัดการทางการเงินที่เหมาะสม ข้อจากัดทางสถาบันและนโยบาย และช่องว่างทางความรู้ ได้เป็นอุปสรรคต่อการการผลิตและพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในเอเชีย ประชากรเอเชียประมาณ 900 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ และประชากรจานวนมากซึ่งอาศัยในพื้นที่ห่างไกลต้องจ่ายเงินจานวนมากเพื่อซื้อพลังงานไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานจากการเผาไหม้ถ่านหินและน้ามัน

ในปัจจุบัน การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในเอเชียคิดเป็นอัตราส่วนน้อยกว่า ร้อยละ 0.25 เมื่อชี้ให้เห็นถึงศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของเอเชีย นาย Zhao ระบุว่า เป้าหมายหลักก็คือการเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในเอเชียให้ถึงร้อยละ 3-5 ในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายสูงสุดของความคิดริเริ่มด้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งเอเชียก็คือ การจัดสรรพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาที่เท่ากับ หรือถูกกว่าเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังน้า หรือ ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในปัจจุบัน

นาย Zhao กล่าวอีกว่า “ความคิดริเริ่มด้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งเอเชียนี้ เป็นการรวบรวมความพยายามในการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นผลจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี การผลิตที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และต้นทุนการผลิตที่ลดต่าลง”

การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนเป็นหนึ่งในภาระกิจที่มีความสาคัญเป็นอันดับแรกของเอดีบี เมื่อปี 2553 เอดีบีลงทุนด้านพลังงานสะอาดเป็นมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะลงทุนปีละ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นปีที่สามติดต่อกัน ทั้งนี้ นับจากปี 2556 เอดีบีจะเพิ่มเป้าหมายในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดเป็นปีละ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สาหรับประเทศไทย เอดีบีได้ให้การสนับสนุนทางการเงินต่อการก่อสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ของภาคเอกชน จานวน 2 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 73 เมกกะวัตต์ ในจังหวัดลพบุรี ของบริษัทพัฒนาพลังงานสะอาด จากัด ซึ่งนับเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากแผ่นฟิลม์ชนิดบาง (photovoltaic) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 38 เมกกะวัตต์ ในจังหวัดอยุธยา ของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จากัด (มหาชน) ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสองแห่ง มีกาหนดเริ่มผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สาหรับใช้เป็นกระแสไฟฟ้าในปลายปีนี้

เอดีบีซึ่งมีสานักงานใหญ่ตั้งขึ้น ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดความยากจนในภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองก์รวม การเจริญเติบโตแบบยั่งยืนที่คานึงถึงสิ่งแวดล้อม และการบูรณาการทางภูมิภาค เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีสมาชิก 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในปี 2553 เอดีบีได้อนุมัติเงินช่วยเหลือ รวมทั้งเงินกู้ร่วม รวมเป็นมูลค่า 17.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ โครงการสินเชื่อเพื่อการค้าของเอดีบีได้ให้การสนับสนุนด้านการค้าเป็นมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ