- About ADB
- News & Events
- Data & Research
- Publications
-
Focus Areas
-
Sectors
- Agriculture
- Education
- Energy
- Finance
- Health
- Industry and Trade
- Information and Communication Technology
- Public Sector Management
- Social Protection
- Transport
- Water
-
- Projects
-
Countries
-
Subregional Programs
- Brunei Darussalam-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area (BIMP-EAGA)
- Central Asia Regional Economic Cooperation (CAREC)
- Greater Mekong Subregion (GMS)
- Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (IMT-GT)
- South Asia Subregional Economic Cooperation (SASEC)
-
Other Offices
- European Representative Office
- Japanese Representative Office
- North American Representative Office
- Pacific Liaison and Coordination Office
- Pacific Subregional Office
-
Countries with Operations
- Afghanistan
- Armenia
- Azerbaijan
- Bangladesh
- Bhutan
- Cambodia
- China, People's Republic of
- Cook Islands
- Fiji
- Georgia
- India
- Indonesia
- Kazakhstan
- Kiribati
-
เอดีบีคาดเศรษฐกิจเอเชียเติบโตช้าลง แต่เงินเฟ้อสูงขึ้น
ฮ่องกง ( 16 กันยายน 2551) – “เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะกลับมาเติบโตในระดับปานกลางที่ร้อยละ 7.5 ในปีนี้ และร้อยละ 7.2 ในปีหน้า หลังจากเติบโตเร็วที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษที่ร้อยละ 9 ในปี 2550” ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี กล่าวในรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชียล่าสุด ประจำปี 2551 (Asian Development Outlook 2008 Update : ADO Update)
ADO Update ยังได้รายงานเตือนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในภูมิภาคจะเพิ่มสูงขึ้น และจะถึงจุดเดือดหากไม่ได้รับการแก้ไข โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียและแปซิฟิกจะอยู่ที่ร้อยละ 7.8 ในปี 2551 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี่ที่ร้อยละ 5.1 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะสูงถึงร้อยละ 6 ได้ในปี 2552
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่าม่านหมอกที่ปกคลุมเศรษฐกิจภูมิภาค ได้แก่ ราคาสินค้าอาหารและราคาน้ำมันระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อที่ยังคงสูงอยู่ และการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจในประเทศอุตสาหกรรม
ADO Update ได้เน้นว่าการขาดแคลนอุปทานจะยังคงเป็นประเด็นปัญหาหลักในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยนายอิฟซัล อาลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอดีบีกล่าวว่า ในขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะลดลงในระยะสั้น แต่ยังคงมีราคาสูงและผันผวนในระยะยาว ดังนั้น ปัญหาราคาน้ำมันสูงยังคงมีอยู่ และเนื่องจากราคาอาหารได้รับอิทธิพลจากราคาน้ำมัน ราคาอาหารแพงก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นกัน
นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังเตือนว่าการที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในทั่วทุกประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียไม่สามารถกล่าวโทษได้ว่าเป็นผลเพียงอย่างเดียวจากปัจจัยผลักดันด้านต้นทุน(cost-push factors) เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกแพง แต่การวิเคราะห์ใน ADO Update ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยดึงด้านอุปสงค์ (demand-pull factors) โดยเฉพาะจากอุปสงค์รวมส่วนเกินและการคาดการณ์เงินเฟ้อ เป็นองค์ประกอบใหญ่ที่ทำให้เกิดความผันผวนของเงินเฟ้อภายในประเทศด้วย
“ผลกระทบของราคาอาหารและน้ำมันแพงต่ออัตราเงินเฟ้อได้กระจายไปทั่วเอเชีย” นายอาลีกล่าว “ผลของการศึกษานี้ได้มีนัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงินในภูมิภาคมาก กล่าวคือ การใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวยังคงเป็นเครื่องมือหลักอย่างหนึ่งในการสู้กับเงินเฟ้อในเอเชีย และบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องรัดเข็มขัดและตัดนโยบายอุดหนุนต่างๆ เช่น การอุดหนุนน้ำมัน ที่ใช้ชดเชย ผู้บริโภคจากการเพิ่มขึ้นของราคา ทั้งนี้ การชดเชยดังกล่าวไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากเมื่อมีการยกเลิกการชดเชยแล้ว แรงกดดันเงินเฟ้อก็จะกลับมาใหม่
ในรายงาน ADO Update ได้ร้องขอให้เศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะต้องเติบโตช้าลง นอกจากนั้น ภูมิภาคจะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวสู่ภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์แพง
รายงานฉบับดังกล่าวยังตระหนักถึงแนวโน้มของภูมิภาคที่ยังคงผูกติดกับอนาคตของประเทศอุตสาหกรรม นายอาลีกล่าวว่า การแยกตัวของเศรษฐกิจโลก (Uncoupling) ยังคงเป็นเพียงความเชื่อ โดย รายงานของเอดบีได้แสดงว่าการเติบโตของภูมิภาคยังคงพึ่งพิงประเทศอุตสาหกรรมอยู่ หากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อเกินปี 2552 ผลกระทบต่อภูมิภาคอาจจะรุนแรงมากขึ้น
โดยรวม รายงานฉบับนี้สรุปว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ภูมิภาคเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ ได้แก่ ความรวดเร็วและความสำเร็จ ที่จะนำเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคกลับคืนมากและการเร่งปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็น
เอดีบี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดปัญหาความยากจนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม การเติบโตแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการรวมตัวทางเศรษฐกิจ เอดีบีก่อตั้งเมื่อปี 2509 และมีสมาชิกทั้งหมด 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาค ในปี 2550 เอดีบีได้อนุมัติเงินกู้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 10.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และโครงการแบบเงินให้เปล่าอีกจำนวน 637 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งความช่วยเหลือทางวิชาการจำนวน 243 ล้านเหรียญสหรัฐ