ภูมิภาคเอเชียควรสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจการเงิน – รายงานการติดตามภาวะ ตลาดพันธบัตรเอเชียของเอดีบี

View chart in higher resolution.

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556) – รายงานการติดตามภาวะตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asia Bond Monitor) รายไตรมาสฉบับล่าสุด ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกควรใช้โอกาสจากการชะลอการยกเลิกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของสหรัฐอเมริกาในการสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ

นาย Iwan J. Azis หัวหน้าสำนักการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของเอดีบีกล่าวว่า การชะลอการปรับลดการซื้อพันธบัตรของสหรัฐฯ ทำให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคเอเชียมีเวลาในการปรับตัวหากตลาดเกิดการผันผวน

รายงานของเอดีบียังได้เตือนว่า เอเชียตะวันออกยังคงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของนักลงทุน เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ลดนโยบายการซื้อสินทรัพย์และสามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับการขยายเพดานหนี้ได้ โดยความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะทำให้ผู้กำหนดนโยบายบริหารจัดการยากขึ้น ในขณะที่ภาวะตึงตัวของสภาพคล่องอาจทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลง โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ และอาจส่งผลกระทบต่อฐานะของสถาบันการเงินที่ถือสินทรัพย์ดังกล่าวอยู่มาก

 

อย่างไรก็ดี ตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกรายไตรมาสยังคงขยายตัว โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีมูลค่า 7.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ การเติบโตดังกล่าวมาจากการเติบโตของตลาดพันธบัตรของอินโดนีเซีย ซึ่งขยายตัวร้อยละ 3.9 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 3.6 และจีน ร้อยละ 3 ทั้งนี้ ตลาดพันธบัตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกขยายตัวร้อยละ 12.5 จากปีก่อนหน้า

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 2.1 อยู่ที่ 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 1.1 ในไตรมาสที่แล้ว (เมษายน – มิถุนายน) ในขณะที่ตลาดหุ้นกู้เอกชน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ไปอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่เป็นขยายตัวที่ลดลงจากไตรมาสที่แล้วซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8

ณ สิ้นเดือนกันยายน พันธบัตรสกุลเงินบาทมีมูลค่า 8.9 ล้านล้านบาท หรือ 285 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 จากไตรมาสที่แล้ว และเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 จากสิ้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2555 อย่างไรก็ดี มูลค่าการออกพันธบัตรทั้งหมดในไตรมาสที่สาม ลดลงไปอยู่ที่ 63 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากไตรมาสที่สอง ซึ่งมีมูลค่า 79 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ในภาพรวม ตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่า ณ วันที่ 18 ตุลาคม ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาคเอเชียจะลดลงร้อยละ 1.6 แต่เป็นการปรับตัวขึ้นจากการขาดทุนร้อยละ 3.5 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม

นอกจากนี้ รายงานผลสำรวจสภาพคล่องประจำปีแสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ จะลดการซื้อสินทรัพย์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อสภาพคล่องของตลาดยังคงเป็นความหลากหลายของนักลงทุนที่มีจำกัด นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุว่า ถึงแม้ว่าการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลยังคงเป็นกุญแจขับเคลื่อนสำคัญในภูมิภาค แต่กลุ่มนักลงทุนสถาบัน อาทิเช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ ประกันภัย สถาบันการเงินเอกชน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ ก็มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดอื่นๆ ได้แก่ กลไกการประกันความเสี่ยง (hedging) ความโปร่งใสและกฎระเบียบการแลกเปลี่ยนเงินตรา เงินทุนสำหรับการทำธุรกรรมซื้อขาย กลไกการชำระเงินและรับฝากหลักทรัพย์ และแนวปฏิบัติด้านภาษี

เศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกประกอบไปด้วย จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม