รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย ระบุว่า เมืองใหญ่ในภูมิภาคเอเชียจะต้องดำเนินมาตรการ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มิเช่นนั้นอาจจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (15 สิงหาคม 2555) – รายงานเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี พ.ศ. 2555 (Key Indicators for Asia and the Pacific 2012) ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียจะต้องเริ่มหามาตรการสำหรับการเติบโตของเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มิเช่นนั้นอาจจะต้องเผชิญกับอนาคตที่มืดมัวที่มาพร้อมกับการเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม

นาย Changyong Rhee หัวหน้าเศรษฐกรของเอดีบีกล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียได้เผชิญกับสภาวะการเติบโตของชุมชนเมืองในอัตราที่รวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ความท้าทายในปัจจุบันของผู้กำหนดนโยบายก็คือการดำเนินนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโลโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

ทั้งนี้ ในบทวิเคราะห์พิเศษของรายงานข้อมูลทางสถิติฉบับสำคัญของเอดีบีซึ่งออกเป็นประจำทุกปี เอดีบีได้ศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับปัจจัยท้าทายและโอกาสต่างๆ ของภูมิภาคเอเชียในสภาวะที่มีการหลั่งไหลของประชากรไปสู่ชุมชนเมืองใหญ่ที่มีอัตราขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เอดีบียังได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็นในการทำให้เมืองใหญ่เหล่านั้นกลายเป็นศูนย์กลางของการเติบโตแบบองค์รวมที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

รายงายฉบับนี้ของเอดีบีระบุด้วยว่า นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ภูมิภาคเอเชียได้เปลี่ยนแปลงสู่สภาพความเป็นเมืองในอัตราที่รวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก โดยในปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียมีพลเมืองอาศัยในชุมชนเมืองเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของโลก และในเวลากว่าทศวรรษข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียจะมีจำนวนมหานครถึง 21 แห่ง จากจำนวน 37 มหานครทั่วโลก และคาดว่าในเวลาอีก 30 ปี พลเมืองเอเชียอีก 1.1 พันล้านคนจะหลั่งไหลเข้ามาอาศัยในชุมชนเมือง

การขยายตัวของชุมชนเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วดังกล่าวยังตามมาด้วยปัญหามลภาวะ ชุมชนแออัด และแหล่งเสื่อมโทรม รวมทั้งความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถ้าไม่ได้รับการติดตามและแก้ไขอย่างทันท่วงที จะมีปริมาณเพิ่มสูงถึง 10.2 เมตริกตันต่อประชากร ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งเป็นระดับที่อาจนำมาซึ่งหายนะต่อทั้งภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก

จำนวนประชากรในชุมชนเมืองที่กำลังเพิ่มขึ้นนี้บยังหมายความว่า ผู้คนที่อาศัยในเมืองต่าง ๆ ในเอเชียจำนวนกว่า 400 ล้านคน จะต้องเสี่ยงกับสภาวะน้ำท่วมชายฝั่ง และผู้คนอีกประมาณ 350 ล้านคน ต้องเสี่ยงกับสภาวะน้ำท่วมในเมือง ภายในปี พ.ศ. 2568 โดยหากปราศจากการบริหารจัดการที่เหมาะสม แนวโน้มเหล่านี้อาจจะนำมาซึ่งการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในวงกว้างและการถดถอยของมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชากรในเอเชีย

อย่างไรก็ดี รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า ในเวลาเดียวกัน การเติบโตของเมืองใหญ่ก็นำมาซึ่งประโยชน์หลาย ๆ อย่าง อาทิ การรวมกลุ่มของมวลชนในบริเวณเล็ก ๆ ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถจัดบริการสาธารณูปโภคที่จำเป็น อาทิ น้ำประปา และการสุขาภิบาล ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น การกระจายอำนาจการผลิตสินค้าและบริการ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของชนชั้นกลาง และอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นชุมชนเมือง ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ในวงกว้างต่อการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ความพยายามต่าง ๆ ด้านการการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมก็จะสามารถช่วยให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียรับมือกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ หลายประเทศได้เริ่มใช้แหล่งพลังงานจากทางเลือกที่หลากหลายรวมทั้งพลังงานทดแทน และได้เริ่มลงทุนกับการก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานและระบบการคมนาคมขนส่งแบบยั่งยืน การกำหนดเขตจำกัดการจราจรและค่าปรับสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศสิงคโปร์ หรือการยกเลิกนโยบายการอุดหนุนพลังงานเชื้อเพลิงที่ ไม่มีประสิทธิภาพในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สามารถทำให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนทางสังคมได้อย่างถูกต้องมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ระบุว่า ยังคงต้องอาศัยการดำเนินการอีกหลายประการ รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น โรงงานพลังงานจากขยะในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์และประเทศไทย หรือการใช้โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น

รายงานฉบับนี้ระบุด้วยว่า การทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นชุมชนเมืองของเอเชียเป็นไปอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่ส่งเสริมเมืองที่สามารถทนทานต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเพื่อป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นดังเช่นเหตุมหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ. 2554 รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณแหล่งเสื่อมโทรมและชุมชนแออัดในเมือง

เอดีบีซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งขึ้น ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดความยากจนในภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทั่วถึงและทุกภาคมีส่วนร่วม การเจริญเติบโตแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการบูรณาการทางภูมิภาค เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีสมาชิก 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในปีพ.ศ. 2554 เอดีบีได้อนุมัติเงินช่วยเหลือ รวมทั้งเงินกู้ร่วม แก่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย มูลค่า 21.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ