การค้าและการท่องเที่ยวจะได้รับการส่งเสริมพร้อมกับ เส้นทางการเดินรถสายพนมเปญ-กรุงเทพ ฯ ที่เปิดใช้ในวันนี้

จุดผ่านแดนอรัญประเทศ-ปอยเปต (14 มิถุนายน 2555) – การค้าและการท่องเที่ยวของ ประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาจะเพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลจากบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศ ว่าด้วยการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้้าโขงซึ่งจะช่วยท้าให้ขั้นตอนเกี่ยวกับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางถนนข้ามพรมแดนระหว่างจุดผ่านแดนอรัญประเทศ-ปอยเปต เรียบง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้

นายเคร็ก สเต็ฟเฟนเซน ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทย ซึ่งเข้าร่วมในพิธีเปิดการเดินรถข้ามพรมแดนของประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา ณ จุดผ่านแดน อรัญประเทศ-ปอยเปต ในวันนี้ กล่าวว่า “ความสามารถในการเคลื่อนย้ายคน สินค้า และยานพาหนะ ข้ามพรมแดน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบถือเป็นหัวใจของการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ความตกลง ฯ ที่มีผลบังคับใช้ในวันนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ และส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางสังคมระหว่างประเทศไทย ราชอาณาจักรกัมพูชา และประเทศอื่นๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง”

ภายใต้บันทึกความเข้าใจ ฯ ระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งถือเป็นมาตรการริเริ่มในการนำความตกลงการขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border Transport Agreement-CBTA) มาบังคับใช้ รถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่จากสองประเทศซึ่งใช้เส้นทางกรุงเทพ ฯ–พนมเปญ จะสามารถข้ามพรมแดนระหว่างกันและเดินทางต่อไปได้ ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ความตกลง ฯ นี้จะมีผลบังคับใช้ รถบรรทุก และรถโดยสารขนาดใหญ่เหล่านี้จะต้องหยุดที่จุดผ่านแดน โดยต้องมีการลำเลียงสินค้าและผู้โดยสาร ไปยังยานพาหนะอีกคันหนึ่งซึ่งจอดรออยู่อีกด้านหนึ่งของจุดผ่านแดน

อนึ่ง การเชื่อมโยงด้านการขนส่งระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นซึ่งรวมถึงกระบวนการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าข้ามพรมแดนที่เรียบง่ายและรวดเร็วขึ้น และการปรับปรุงสภาพพื้นผิวถนน จะสามารถช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้อย่างมาก และคาดว่า จะสามารถช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามเขตการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ของโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

อนึ่ง ประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาได้เห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนรถบรรทุกและรถโดยสารไม่ประจำทางขนาดใหญ่ที่จะสามารถเดินทางไปมาระหว่างกันในระยะนำร่องหลังจากที่ความตกลง ฯ มีผลบังคับใช้ โดยจะมีการปรับจำนวนของรถบรรทุกและรถโดยสารประจำทางให้เพิ่มขึ้นภายหลัง การดำเนินการในรูปแบบเดียวกันนี้จะถูกนำมาใช้กับจุดผ่านแดนอื่น ๆ ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในอนาคต

ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นความคิดริเริ่มที่สำคัญของโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีจุดประสงค์ในการรับมือกับปัญหาและอุปสรรคของขั้นตอนต่าง ๆ ในการขนส่งคนและสินค้าผ่านพรมแดน อาทิ ข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการตรวจลงตรา ข้อจำกัดในการนำยานพาหนะผ่านพรมแดน และข้อห้ามหรือข้อกีดกันเกี่ยวกับการจราจรและการขนส่งผ่านพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าและการพัฒนาของภูมิภาค

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันกับความ ตกลงขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแน่น้ำโขง โดยประเทศสมาชิก 4 ประเทศได้ให้สัตยาบันต่อภาคผนวกและพิธีสารแล้ว

เอดีบีซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งขึ้น ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดความยากจนในภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทั่วถึงและทุกภาคมีส่วนร่วม การเจริญเติบโต แบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการบูรณาการทางภูมิภาค เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีสมาชิก 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในปี พ.ศ. 2554 เอดีบีได้อนุมัติเงินช่วยเหลือรวมทั้งเงินกู้ร่วม เป็นมูลค่า 21.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ