เอดีบีชี้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะเติบโตแข็งแกร่งในปี 2551 ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักชะลอตัวลง

ฮ่องกง จีน (2 เมษายน 2551) – “ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะมีการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งในปี 2551 ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักจะชะลอตัวลง ราคาอาหารและน้ำมันปรับตัว สูงขึ้น และมีวิกฤตปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในสหรัฐ” เอดีบีกล่าวในรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชีย ประจำปี2551 (Asian Development Outlook (ADO) 2008 ) ซึ่งเป็นรายงานภาวะเศรษฐกิจหลักของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี (Asian Development Bank : ADB)

รายงานฉบับดังกล่าวได้เปิดตัวในวันนี้ โดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียจะขยายตัวร้อยละ 7.6 ในปี 2551 และร้อยละ 7.8 ในปี 2552 ทั้งนี้ ภูมิภาคนี้มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษในปี 2550 โดยมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 8.7

นายอิฟซา อาลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอดีบีกล่าวว่า เอเชียไม่ได้มีภูมิคุ้มกันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ก็จะไม่ตกเป็นผู้รับเคราะห์จากปัญหาดังกล่าวนี้ เนื่องจากเอเชียจะยังคงผูกติดกับกิจกรรมของโลกผ่านช่องทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น และการรวมตัวกับตลาดการเงินระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นมากขึ้น

นายอาลี ยังกล่าวอีกว่า นโยบายที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต และการเพิ่มศักยภาพการผลิต รวมทั้งเศรษฐกิจทันสมัยและโครงสร้างที่ได้รับการปฏิรูปของเอเชีย จะช่วยให้ภูมิภาคนี้ยังคงรักษาทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ในรายงาน ADO ได้เตือนว่าสภาพเงินเฟ้อที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เห็นเด่นชัด และได้ร้องขอให้ผู้กำหนดนโยบายต่างๆ เฝ้าติดตามภาวะดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ว่าฝ่ายบริหารจะมีมาตรการและการให้การอุดหนุนต่างๆ เพื่อควบคุมราคาสินค้าที่ขยับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าเงินเฟ้อจะยังเพิ่มสูงขึ้นในปี 2551 และอาจแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ

อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นที่ร้อยละ 5.1 ในปี 2551 และจะค่อยๆลดลงมาที่ร้อยละ 4.6 ในปี 2552 โดยราคาสินค้าจะขยับขึ้นสูงสุดเป็น 2 เท่าในเอเชียตะวันกลาง ในขณะเดียวกันคาดว่าจีนจะมีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 11 ปี ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อประเทศอื่นๆ เช่นเวียดนาม

รายงาน ADO ได้ร้องขอให้ผู้กำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากต้นเหตุ โดยในบางเศรษฐกิจอาจจะต้องปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในขณะที่บางเศรษฐกิจอาจจะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายด้านการคลังเป็นสำคัญ และในบางกรณีอาจจะต้องมีมาตรการที่จะช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานที่มีผลต่อต้นทุน

การเจริญเติบโตของขุมพลังทางเศรษฐกิจอย่างจีนและอินเดียคาดว่าจะอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากทางการได้มีนโยบายที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมอุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นและลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 10 ในปี 2551 ในขณะที่เศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัวร้อยละ 8 ทั้งนี้ เศรษฐกิจของสหรัฐ สหภาพยูโรป ญี่ปุ่นที่ชะลอตัวลงจะส่งผลกระทบต่อจีน ซึ่งเป็นประเทศที่เปิดเสรีทางการค้า มากกว่าอินเดีย

สำหรับการเติบโตของเอเชียตะวันออกคาดว่าจะลดลงจากร้อยละ 9.3 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 8.1 ในปี 2551 ในขณะที่เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะชะลอตัวลงจากร้อยละ 6.5 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 5.7 ในปี 2551 เนื่องจากแนวโน้มการส่งออกที่ลดต่ำลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ คาดว่าไทยจะเป็นประเทศเดียวในภุมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นภายหลังสถานการณ์การเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจเวียดนามจะอยู่ในระดับปานกลาง ในช่วงที่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการควบคุมเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ รายงาน ADO ยังคาดการณ์ว่าเอเชียใต้จะลดความร้อนแรงลงในปี 2551 อันเป็นผลสืบเนื่องจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียที่อยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ คาดว่าปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกสิ่งทอที่ลดลงตามเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่ชะลอตัว

ส่วนเศรษฐกิจในเอเชียกลางคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมากอยู่ที่ร้อยละ 7.5 จากที่เคยอยู่ในระดับเลขสองหลักในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจคาซักสถาน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ขยายตัวอ่อนแรงลง นอกจากนี้ เงินทุนไหลเข้า-ออกจากธนาคารคาซักสถานซึ่งหยุดลงอย่างกระทันหันยิ่งกระตุ้นให้มีการปล่อยกู้ลดน้อยลง และส่งผลให้เศรษฐกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันขยายตัวลดลง

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของหมู่เกาะแปซิฟิกคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2551 เนื่องจากเศรษฐกิจปาปัวนิวกินี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้รับอานิสสงค์จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก นอกจากนั้น คาดว่าเศรษฐกิจฟิจิจะเติบโตขึ้นภายหลังจากหดตัวลงในปี 2550

นายอาลียังกล่าวอีกว่า เมื่อมองข้ามปัญหาปัจจุนทันด่วนที่เกิดขึ้น แนวโน้มการเติบโตระยะยาวในเอเชียจะขึ้นอยู่กับการที่แต่ละประเทศจะสามารถแก้ปัญหาข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่างๆ ได้ดีเพียงใด ซึ่งวิธีการปัญหาดังกล่าวหมายรวมถึง การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การรวมตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งสัญญาณด้านราคาที่ถูกต้อง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือการแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน

เอดีบี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดปัญหาความยากจนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน การพัฒนาสังคม และการมีธรรมาภิบาลที่ดี เอดีบีก่อตั้งเมื่อปี 2509 และมีสมาชิกทั้งหมด 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาค ในปี 2550 เอดีบีได้อนุมัติเงินกู้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 10.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และโครงการแบบเงินให้เปล่าอีกจำนวน 637 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งความช่วยเหลือทางวิชาการจำนวน 243 ล้านเหรียญสหรัฐ