ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียควรใช้การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำลง

View infographic in higher resolution.

ฮ่องกง (1 เมษายน 2557) - ช่องว่างของรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นลดทอนความสำเร็จของการลดความยากจนในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และนั้นหมายถึงรัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะต้องริเริ่มนำนโยบายการคลังมาใช้ลดช่องว่างดังกล่าว พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตแบบองค์รวมมากกว่านี้ กล่าวโดย รายงานฉบับล่าสุดของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี

นาย Juzhong Zhuang รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอดีบี กล่าวว่า นโยบายการคลังสามารถและควรมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการส่งเสริมการเติบโตแบบองค์รวมในเอเชีย ผู้กำหนดนโยบายในเอเชียควรนำเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำมารวมกับการวางแผนจัดทำงบประมาณ เพื่อให้ประโยชน์จากการเติบโตได้รับการแบ่งปันอย่างทั่วถึง

Fiscal Policy for Inclusive Growth, the special theme chapter in ADB’s Asian Development Outlook 2014 (ADO), released today, notes that during the 1990s and 2000s, more than 80% of the region’s population lived in countries with worsening Gini coefficients, a common measure of inequality. The same market forces that have enhanced growth in the region — globalization, technological progress, and market reform — now exacerbate inequality.

 

นโยบายการคลังเพื่อการเติบโตแบบองค์รวม ซึ่งเป็นบทพิเศษในรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชีย ประจำปี 2557 (Asian Development Outlook 2014 - ADO) เปิดเผยวันนี้ว่าในช่วงทศวรรษ 1990 และทศวรรษ 2000 ประชาการในภูมิภาคมากกว่าร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในประเทศที่ดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำ (Gini Coefficients) ปรับตัวแย่ลง ปัจจัยต่างๆ ซึ่งผลักดันให้ภูมิภาคเจริญเติบโต ได้แก่ โลกาภิวัฒน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการปฏิรูปตลาด กลับส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำแย่ลงไปอีก

ประสบการณ์จากนานาประเทศแสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายภาครัฐช่วยลดความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ การใช้จ่ายภาครัฐ เช่น ด้านการศึกษาและสาธารณสุข จะช่วยให้คนยากจนเข้าถึงบริการต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น และการเข้าถึงโครงสร้างสาธารณูปโภคในราคาที่จ่ายได้จะช่วยเปิดโอกาสให้คนยากจนได้รับการศึกษาและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี เอเชียที่กำลังพัฒนายังล้าหลังกว่าภูมิภาคอื่นในการลงทุนภาครัฐเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมกัน การใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.9 ของ GDP ในภูมิภาค เทียบกับร้อยละ 5.3 ในประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว และร้อยละ 5.5 ในละตินอเมริกา ความแตกต่างยิ่งชัดเจนในด้านสาธารณสุข การใช้จ่ายภาครัฐของประทเศในภูมิภาคเอเชียคิดเป็นร้อยละ 2.4 ซึ่งตรงข้ามกับประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วคิดเป็นร้อยละ 8.1 และละตินอเมริกาคิดเป็นร้อยละ 3.9

นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังแนะว่าวิธีการใช้งบประมาณมีส่วนสำคัญเทียบเท่ากับจำนวนงบประมาณที่ได้รับจัดสรร เช่น นโยบายการศึกษาสามารถส่งเสริมการเติบโตแบบองค์รวมได้ โดยจัดลำดับความสำคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ ขยายการอบรมด้านเทคนิกและอาชีวะเพื่อให้นักศึกษามีความชำนาญและความรู้สำหรับการประกอบอาชีพที่ต้องการได้ นโยบายด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินการในแนวเดียวกันได้ เช่น ควรจัดสรรงบประมาณโดยตรงให้กับคลินิกแพทย์ในชนบท มากกว่าที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ทันสมัยให้กับโรงพยาบาลในเขตเมือง

เศรษฐกิจในหลายภูมิภาคได้ขยายช่องทางให้สามารถนำแหล่งเงินทุนภาครัฐมาใช้จ่ายประเภทนี้ได้โดยตรงมากขึ้น แต่ความสามารถดังกล่าวอาจหมดไปเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอันเกี่ยวเนื่องกับสังคมผู้สูงอายุ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจะทำให้ช่องว่างของวงเงินที่สามารถนำมาใช้ได้หดแคบลงไปอีกในทศวรรษหน้าที่กำลังจะมาถึง ฐานภาษีในเอเชียยังต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก ช่วงทศวรรษ 2000 สัดส่วนของรายได้จากภาษีต่อ GDP เฉลี่ยประมาณร้อยละ 17 ในประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชีย ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยโลกที่ประมาณร้อยละ 28.6 อย่างชัดเจน

ทางเลือกในการจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น หมายรวมถึง การเพิ่มฐานการเก็บภาษีให้คลอบคลุมมากขึ้นสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม การขยายรายได้จากภาษีสรรพสามิตและรายได้ที่ไม่ได้มาจากภาษี และการนำการจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าในอสังหาริมทรัพย์ มรดก และกำไรจากการขายหลักทรัพย์ มาใช้

นโยบายเชิงปฏิบัติจะช่วยสนับสนุนการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ รายงาน โดย ADO ระบุว่า นโยบายดัง กล่าวควรรวมเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำเข้ากับนโยบายการคลังอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะในระยะปานกลาง ปรับปรุงฐานข้อมูลการคลังของรัฐบาลเพื่อให้สามารถติดตามโครงการภาครัฐและประเมินประสิทธิผลของโครงการนั้นๆได้ นำเทคโนโลยีการสื่อสารและข้อมูลมาใช้ปรับปรุงการบริหารงานภาษีให้มากขึ้น และพิจารณาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการสาธารณูปโภคด้านสังคมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขได้มากขึ้น