รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า การเติบโตของประเทศกาลังพัฒนาในเอเชียจะเป็นไปอย่างปานกลาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

กรุงเทพ ฯ ประเทศไทย (14 กันยายน 2554) – ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการลดลงของอุปสงค์ภายนอกประเทศจากประเทศคู่ค้าที่สาคัญของเอเชีย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ปรับลดการประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศกาลังพัฒนาในเอเชีย ในปี 2554 และ 2555

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มทางเศรษฐกิจเอเชีย ปี 2554 ฉบับล่าสุด (Asian Development Outlook Update 2011 หรือ ADOU 2011) เป็นรายงานการวิเคราะห์สภาวะและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกซึ่งเผยแพร่ปีละ 2 ครั้ง คือในเดือนเมษายน และเดือนกันยายน ทั้งนี้ รายงาน ADOU 2011 ระบุว่า เอดีบีได้ปรับลดการประมาณการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียประจาปี 2554 จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายน จากร้อยละ 7.8 เป็นร้อยละ 7.5 และในปี 2555 จากร้อยละ 7.7 เป็นร้อยละ 7.5

ทั้งนี้ ปริมาณอุปสงค์ที่ลดลงจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังคงส่งผลให้เกิดเงามืดต่อการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย โดยปริมาณการส่งออกลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสที่สองของปี 2554 ในประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชีย รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นาย Changyong Rhee หัวหน้าเศรษฐกรของเอดีบี กล่าวว่า “ในขณะเดียวกัน การบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการขยายตัวทางการค้าระหว่างกันในภูมิภาคได้ช่วยเกื้อหนุนให้การเติบโตของภูมิภาคเอเชียยังคงอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง นับตั้งแต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ปริมาณการส่งออกจากหลายประเทศในเอเชียไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เพิ่มขึ้นเป็นปริมาณมากกว่าการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ในโลก” โดยรายงานฉบับนี้ระบุว่า ส่วนแบ่งของปริมาณการส่งออกระหว่างประเทศเศรษฐกิจใหญ่ในภูมิภาคเอเชียได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 46 ในครึ่งปีแรกของปี 2554

อย่างไรก็ดี ความกดดันด้านราคายังคงเป็นภัยคุกคามต่อหลายประเทศ โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศกาลังพัฒนาในเอเชียจะอยู่ในอัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.8 ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนว่าจะอยู่ในอัตราร้อยละ 5.3 ทั้งนี้ เอดีบีคาดว่า อัตราเงินเฟ้อของเอเชียจะลดลงอยู่ในระดับร้อยละ 4.6 ในปี 2555 อันเนื่องมาจากการราคาสินค้าที่ปรับลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะยังคงต้องติดตามประเด็นเรื่องเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดต่อไปและอาจมีความจาเป็นต้องออกมาตรการที่จาเป็นเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

รายงาน ADOU 2011 ระบุด้วยว่า จะยังคงมีการไหลเข้าของเงินทุนมายังภูมิภาคเอเชีย และจะ ยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ แม้ว่าระดับของเงินทุนจะลดลงเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ย่างไรก็ตาม ผู้กาหนดนโยบายควรจะต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาความผันผวนของเงินทุนซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อปัญหาหนี้สินของสหรัฐอเมริกาและยุโรปคลี่คลายลงพร้อมกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว

รายงานฉบับนี้ยังระบุอีกว่า หลายประเทศในเอเชียสามารถรับมือกับปัญหาความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้ในระยะเวลาหนึ่ง หากประเทศเศรษฐกิจอุตสหกรรมหลัก ไม่ประสบกับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ นาย Rhee กล่าวว่า “ความยืดหยุ่นของการดาเนินนโยบายทางการคลัง และปริมาณเงินทุนสารองระหว่างประเทศ ช่วยเป็นเกราะป้องกันภูมิภาคเอเชียต่อปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีก” ทั้งนี้ ในระยะยาว ภูมิภาคเอเชียควรจะต้องดาเนินมาตรการปฏิรูปโครงสร้างซึ่งช่วยผลักดันให้เกิดการเจริญเติบโตที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ และการเจริญเติบโตแบบองก์รวม เนื่องจากมีแนวโน้มว่าอุปสงค์จากประเทศพัฒนาแล้วจะยังคงลดลงต่อไป

รายงาน ADOU 2011 ระบุด้วยว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกยังคงเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชีย โดยคาดการณ์ว่า เอเชียตะวันออกจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 8.1 ในปีนี้ แม้ว่าจะลดลงจากที่เอดีบีเคยประมาณการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในอัตราร้อยละ 8.4 อันเนื่องมากจากการเติบโตที่ชะลอตัวลงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2555 อัตราการเติบโตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะลดลงไปอยู่ในอัตราร้อยละ 8

ในขณะเดียวกันอัตราการเติบโตของภูมิภาคเอเชียใต้ก็จะถดถอยลงเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการเงินดาเนินมาตรการเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของภูมิภาคเอเชียใต้จะขยายตัวในอัตราร้อยละ 7.2 โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับร้อยละ 9.1 ทั้งนี้

คาดว่า ในปี 2555 อัตราการเจริญเติบโตของภูมิภาคเอเชียใต้จะปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ในระดับร้อยละ 7.9 โดยมีสาธารณรัฐอินเดียเป็นผู้นาการเติบโตในภูมิภาค หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ส่งผลให้การใช้จ่ายและการลงทุนชะงักลงในปี 2554 อนึ่ง เอดีบีได้ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียกลางในปี 2554 ลงเล็กน้อย โดยคาดว่า อัตราการเติบโตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะอยู่ที่ร้อยละ 5.4 และอัตราการเติบโตของภูมิภาคเอเชียกลางจะอยู่ที่ร้อยละ 6.1 แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาคยังคงเป็นไปอย่างเข้มแข็ง อันเนื่องมาจากการบริโภค การลงทุน การชาระค่าสินค้าและบริการ ที่เข้มแข็งของภาคเอกชน รวมทั้งราคาสินค้าส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอ่อนตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2554 แต่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 โดยเอดีบีได้ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยของประเทศไทยในปี 2554 มาอยู่ที่ร้อยละ 4

รายงาน ADOU 2011 ของเอดีบีระบุว่า ประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรเช่นสาธารณรัฐปาปัว-นิวกินี สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์เลสเต และหมู่เกาะโซโลมอน จะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 6.4 ในปีนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่ไม่สดใสของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค อาทิ หมู่เกาะคุก และสาธารณรัฐวานูอาตู เป็นต้น เอดีบีคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคแปซิฟิกในปี 2555 นี้จะลดลงไปอยู่ในอัตราร้อยละ 5.5 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 8.3 โดยเฉลี่ย

เอดีบีซึ่งมีสานักงานใหญ่ตั้งขึ้น ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดความยากจนในภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองก์รวม การเจริญเติบโตแบบยั่งยืนที่คานึงถึงสิ่งแวดล้อม และการบูรณาการทางภูมิภาค เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2509 มีสมาชิก 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในปี พ.ศ. 2553 เอดีบีได้อนุมัติเงินช่วยเหลือ รวมทั้งเงินกู้ร่วม รวมเป็นมูลค่า 17.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ โครงการสินเชื่อเพื่อการค้าของเอดีบีได้ให้การสนับสนุนด้านการค้าเป็นมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ