นายกรัฐมนตรีประเทศลุ่มแม่น้ำโขงประชุมร่วมกันร่างแนวทางสำหรับอนาคตในภูมิภาค

เวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) 30 มีนาคม 2551 - นายกรัฐมนตรีของ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงจะเข้าประชุมสุดยอดผู้นำประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 (the 3rd Greater Mekong Subregion (GMS) Summit) ในวันพรุ้งนี้ ณ สปป. ลาว

ผู้นำจะประชุมร่วมกันเกี่ยวกับแผนความร่วมมือในการบรรเทาปัญหาความยากจน และสนับสนุนการพัฒนาแบบยั่งยืนในภูมิภาคผ่านการขยายโครงข่ายเชื่อมโยงด้านการขนส่งและการสื่อสาร ข้อตกลงทางการค้าที่ดีขึ้น และความพยายามในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยนาย Haruhiko Kuroda ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี (Asian Development Bank ) จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย

ตั้งแต่เริ่มโครงการ GMS เมื่อปี 2535 อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงนับว่าเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาและเจริญเติบโตเร็วที่สุดภูมิภาคหนึ่งในโลก โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 6

การส่งออกจากประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (ไม่รวมจีน) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 37 พันล้านเหรียญสรอ. ในปี 2535 มาเป็น 179 พันล้านเหรีญสรอ. ในปี 2549 การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว จาก 2 พันล้านเหรียญสรอ. ในปี 2535 มาเป็น 7 พันล้านเหรียญสรอ. ในปี 2548 และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากจาก 10 ล้านคนในปี 2538 เป็นมากกว่า 22 ล้านคนในปี 2549

กว่า 15 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนในโครงการพัฒนาในภุมิภาคทั้งสิ้นจำนวน 34 โครงการ ซึ่งมูลค่ามากกว่า 10 พันล้านเหรียญสรอ.โดยเอดีบีได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินมากกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนเงินทั้งหมด

นาย Arjun Thapan ผู้อำนวยการสำนักเอเชียตะวันออดเฉียงใต้ของเอดีบี กล่าวว่า ประเทศและประชากร 320 ล้านคน ซึ่งใช้เแม่น้ำโขงร่วมกัน ได้เปลี่ยนผ่านความขัดแย้งในอดีตไปสู่การทำงานร่วมกันเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงได้รับในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าการประสานและร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นหนทางโดยตรงที่สุดที่จะนำไปสู่ความรุ่งเรืองที่มากขึ้นในภูมภิาค

เอดีบีเป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ GMS ตั้งแต่เริ่มแรกในปี 2535 โดยโครงการดังกล่าวเน้นการพัฒนาใน 9 ด้าน ได้แก่ การเกษตร พลังงาน สิ่งแวดล้อม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลงทุนภาคเอกชน การสื่อสารโทรคมนาคม การท่องเที่ยว การค้าและการขนส่ง

พรุ้งนี้ คาดว่าประเทศลุ่มแม่น้ำโขงจะให้การรับรองแผนปฏิบัติงาน ซึ่งมีระยะเวลา 5 ปี (2551- 2555) เพื่อจะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค