รายงานของเอดีบีระบุว่า ความเสี่ยงของความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงของสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรปเป็นภัยคุกคามต่อเอเชีย

กรุงมะนิลา, สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (6 ธันวาคม 2554) –รายงานการติดตามสภาวะเศรษฐกิจเอเชีย (Asia Economic Monitor) ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ฉบับล่าสุดซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียจะเป็นไปในระดับปานกลางต่อไปจนถึงปี พ.ศ. 2555 เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มความหวาดหวั่นต่อการถดถอยทางเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกามีการหดตัวอย่างรุนแรง จะเกิดผลกระทบอย่างสาหัสกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียแต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการได้

นาย Iwan J. Aziz ผู้อำนวยการสำนักบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของเอดีบีซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานฉบับบนี้กล่าวว่า “ความยุ่งเหยิงทางเศรษฐกิจของยุโรปได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อการค้าและการเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก ผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที มีความเด็ดเดี่ยว และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่จะรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจจะกินระยะเวลายาวนานขึ้น

รายงานการติดตามภาวะเศรษฐกิจเอเชีย เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยจะมีการประเมิณและวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย บรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมาเลเซีย สาธารณรัฐสหภาพพม่า สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐเกาหลี และไต้หวัน

อนึ่ง เอดีบีได้ปรับลดประมาณการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอชียในปี พ.ศ. 2555 เป็นร้อยละ 7.2 จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มทางเศรษฐกิจเอเชีย (Asian Development Outlook 2011 Update )ซึ่งเผยแพรเมื่อเดือนกันยายน 2554 สำหรับปีนี้ เอดีบียังคงประมาณการณ์ว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียจะอยู่ที่ร้อยละ 7.5%

บทวิเคราะห์พิเศษของรายงานฉบับนี้ซึ่งมีชื่อว่า “เอเชียตะวันออกจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นอีกครั้งได้หรือไม่ (East Asia Weather Another Global Economic Crisis?)” ได้มีการอธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในยูโรโซน และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น ยังมีการวิเคราะห์ถึงกรณีที่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ กัน โดย “เอเชียตะวันออก” ในที่นี้ หมายความรวมถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก และประเทศญี่ปุ่น

รายงานฉบับนี้ระบุด้วยว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด กล่าวคือ หากกลุ่มยูโรโซนและสหรัฐอเมริกามีความถดถอยทางเศรษฐกิจในระดับรุนแรงเทียบเท่ากับเมื่อปีพ.ศ. 2552 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 5.4 ซึ่งลดลงกว่าที่เอดีบีเคยคาดการณ์ไว้ร้อยละ 1.8 แต่ไม่รุนแรงเท่ากับผลกระทบเมื่อครั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปีพ.ศ. 2551/2552 เนื่องจากความหลายหลายของตลาดการส่งออกของภูมิภาคและความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นได้เป็นปัจจัยช่วยเกื้อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ระบบการเงินในภูมิภาคเอเชียยังคงมีความอ่อนไหวเช่นเดียวกับเมื่อปีพ.ศ. 2551 โดยรายงานฉบับนี้กล่าวว่า ความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้นักลงทุนลดปริมาณการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินของเอเชีย ในขณะที่ธนาคารในยุโรปที่มีสถานะค่อนข้างมั่นคงก็ลดปริมาณให้กู้ยืมลง ซึ่งส่งผลให้เกิดความตึงตัวของสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น

เพื่อที่จะรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่อาจกินระยะเวลานานขึ้นและการฟื้นตัวที่เชื่องช้านี้ ผู้กำหนดนโยบายเอเชียสามารถที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินและการคลังที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึงกลไกซึ่งจะปกป้องความมั่นคงทางการเงินและทำให้มั่นใจว่า ยังมีเงินหมุนเวียนอย่างเพียงพอในภูมิภาค นโยบายทางการเงินจะต้องมีความยืดหยุ่น ในขณะที่การร่วมมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะช่วยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการลดค่าเงินสกุลท้องถิ่น นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียยังคงมีเงินเหลืออย่างเพียงพอสำหรับใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็นในขณะที่พยายามหลีกเลี่ยงการตึงตัวของงบประมาณ

รายงานฉบับนี้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 0.5 ในปีหน้า ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตในอัตราร้อยละ 2.1 ในปีพ.ศ. 2554 เอดีบียังคงประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะเติบโตในอัตราร้อยละ 1.7 และเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตในอัตราร้อยละ 1.6

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในระดับปานกลางแม้ว่าความต้องการในประเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยคาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 8.8 ในปีหน้า (ซึ่งลดลงจากที่เอดีบีเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกันยายน 2554 ว่าจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 9.1) หลังจากขยายตัวในอัตราร้อยละ 9.3 ในปีนี้

อนึ่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่เช่นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสิงคโปร์ และไต้หวัน จะชะลอตัวลงในปีนี้และปีหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากที่ประเทศเหล่านี้พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมากกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค ส่งผลให้มีความอ่อนไหวสูงต่อการหดตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐอเมริกา

รายงานฉบับนี้ระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนก็จะชะลอตัวลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เช่นกัน โดยประเทศไทยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุอุทกภัยครั้งล่าสุด น่าจะสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของการหยุดชะงักของการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ได้ในปีหน้า ทั้งนี้ เอดีบีคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเติบโตในอัตราประมาณร้อยละ 2 ในปีนี้ อย่างไรก็ดี เอดีบียังคงประมาณการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 4.5 ในปีพ.ศ. 2555

สำหรับประเทศญี่ป่น เอดีบีคาดว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติครั้งล่าสุดอย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่า การแข็งค่าของเงินเยนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในขณะที่ความต้องการภายในประเทศยังคงไม่กระเตื้องขึ้น ในการนี้ เอดีบีจึงคาดว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหดตัวในอัตราร้อยละ0.5 ในปีนี้ และขยายตัวในอัตราร้อยละ 2.5 ในปีหน้า

เอดีบีซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งขึ้น ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดความยากจนในภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทั่วถึงและทุกภาคมีส่วนร่วม การเจริญเติบโตแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการบูรณาการทางภูมิภาค เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีสมาชิก 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในปี 2553 เอดีบีได้อนุมัติเงินช่วยเหลือ รวมทั้งเงินกู้ร่วม รวมเป็นมูลค่า 17.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ โครงการสินเชื่อเพื่อการค้าของเอดีบีได้ให้การสนับสนุนด้านการค้าเป็นมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ