ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของตลาดตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก – รายงานเอดีบี

View chart in higher resolution.

โตเกียว, ญี่ปุ่น (26 กันยายน พ.ศ. 2556) – รายงานการติดตามตลาดตราสารหนี้เอเชียฉบับล่าสุดของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกยังคงขยายตัว แต่ความเสี่ยงก็อาจเพิ่มขึ้นเช่นกันจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของสหรัฐอเมริกา การเจริญเติบโตที่ชะลอตัวลงของเอเชีย ตลอดจนการไหลออกของเงินทุนอย่างต่อเนื่อง

นาย Iwan J. Azis หัวหน้าสำนักการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของเอดีบีกล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้เอเชียและ ผู้ออกตราสารหนี้อยู่ในสถานะที่มั่นคงกว่าเมื่อปี พ.ศ. 2540 – 2541 ซึ่งตลาดโลกมีความผันผวน อย่างไรก็ได้ยังจะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากอย่างแน่นอน และความท้าทายคือต้องทำอย่างไรให้มั่นใจว่าภูมิภาคนี้จะสามารถรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและราคาสินทรัพย์ที่ตกลง ซึ่งสามารถกระทบกับงบดุลของบริษัทและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า รัฐบาลส่วนใหญ่ในภูมิภาคได้พลาดโอกาสในการระดมทุนในราคาต่ำ เพื่อนำมาใช้สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดในการเติบโตและการลดความยากจนต่อไปในอนาคต อนึ่ง เอดีบีได้ประมาณการว่าเพื่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภูมิภาคเอเชียต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระหว่างปี พ.ศ. 2553-2563 อีกอย่างน้อย 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นมีมูลค่าทั้งหมด 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งโดดเด่นในเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินโดนีเชีย เกาหลี มาเลเชีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ทั้งนี้ มูลค่าดังกล่าวเป็นขยายตัวร้อยละ 1.7 จากสิ้นเดือนมีนาคม แต่ลดลงจากร้อยละ 2.9 ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2556 เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาประกาศจะปรับลดการซื้อตราสารหนี้

การออกตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นของเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงเนื่องจากต้นทุนเงินกู้ที่สูงขึ้นในภูมิภาค โดยในระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน มีการขายตราสารหนี้ออกใหม่มูลค่า 827 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม โดยการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 26.8 นั้นมาจากรัฐบาลกลางและหน่วยงานต่างๆ อย่างไรก็ได้ การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนลดลงถึงร้อยละ 20.1 จากไตรมาสก่อนไปอยู่ที่ 168 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากหุ้นกู้ออกใหม่โดยบริษัทในจีนลดลงถึงร้อยละ 48.8 ซึ่งหากไม่รวมจีนแล้ว การออกหุ้นกู้ของตลาดอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4

ตลาดตราสารหนี้ของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 10.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 286 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยหุ้นกู้ภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 18.5 อยู่ที่ 60 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7ไปอยู่ที่ 226 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลจะสามารถขยายตัวได้จนถึงสิ้นปี ในกรณีที่เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาชนบทตามที่ได้ประกาศไว้นั้น นำไปสู่การบรรลุการขยายตัวของจีดีพีที่ร้อยละ 5 ในปี พ.ศ. 2556จากร้อยละ 4 ในปี พ.ศ. 2555

เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2540-2541 แล้ว ปัจจุบันรัฐบาลและบริษัทเอกชนมีหนี้สินในสกุลเงินท้องถิ่นที่มากกว่าสกุลเงินต่างชาติและมีระยะเวลาการชำระหนี้ที่นานกว่าในอดีต ซึ่งหมายถึงผลกระทบที่น้อยลงของต้นทุนของหนี้สินต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน