มะนิลา ฟิลิปปินส์ (24 กันยายน 2563) - ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยในการออกแบบการออกพันธบัตร และติดตามการริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านตลาดทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และยังสอดคล้องกับข้อตกลงปารีสปี 2558 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

ความช่วยเหลือทางวิชาการของเอดีบีผ่านกองทุนการเงินสีเขียวของอาเซียน (ASEAN Catalytic Green Finance Facility: ACGF) จะพัฒนากรอบการลงทุนพันธบัตรและผู้ตรวจสอบจากภายนอก เพื่อช่วยกระทรวงการคลังของไทยและการเคหะแห่งชาติในการออกแบบพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืนบนมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีระดับโลกและอาเซียน เอดีบียังช่วยรัฐบาลในการพัฒนาระบบภายในเพื่อตรวจสอบการนำเงินทุนที่ได้จากการออกพันธบัตรไปใช้ และการจัดทำรายงานหลังการออกพันธบัตร ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยวางรากฐานที่ดีให้กับการออกพันธบัตรสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

การริเริ่มดังกล่าวรวมถึงการสนับสนุนการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนครั้งแรกของรัฐบาลไทยและในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งออกโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง จำนวน 2 รุ่น มูลค่า 30,000 ล้านบาท (หรือเทียบเท่า 964 ล้านเหรียญสหรัฐ) เมื่อวันที่ 13-14 สิงหาคม ที่ผ่านมา พันธบัตรดังกล่าวมีการจองซื้อเกินถึง 3 เท่า โดยเงินที่ระดมได้จะนำไปใช้ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออก ) และนำไปใช้ในโครงการที่ช่วยเรื่องผลกระทบทางสังคมเพื่อการฟื้นฟูหลัง COVID-19 เช่น มาตรการด้านสาธารณสุข การสร้างงานผ่านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะในท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เอดีบียังให้การสนับสนุนพันธบัตรเพื่อสังคม ซึ่งออกโดยการเคหะแห่งชาติเมื่อวันที่ 23 กันยายน รวม 3 รุ่น จำนวนทั้งสื้น 6,800 ล้านบาท การออกพันธบัตรดังกล่าวนับว่าเป็นพันธบัตรเพื่อสังคมรุ่นแรกๆ ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้และส่งเสริมการสร้างชุมชนที่ยั่งยืนในประเทศไทย ส่วนการออกพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืนอื่น ๆ กำลังได้รับการพัฒนาเช่นกัน

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนความริเริ่มต่างๆ เหล่านี้ที่นำโดยรัฐบาลไทย” นายฮิเดอะกิ อิวาซากิ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนเอดีบีประจำประเทศไทย กล่าว “พันธบัตรเพื่อสังคมและความยั่งยืนเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยฟื้นตัวจาก COVID-19 โดยจะมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

“ในขณะที่ประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับช่องว่างทางการเงินที่เพิ่มขึ้นสำหรับการลงทุนโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดใหญ่ของ COVID-19 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต่างๆ จะต้องระดมทุนจากตลาดทุนในประเทศและทั่วโลกด้วยพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” นายอานุช เมธา หัวหน้าหน่วย ACGF กล่าว

เอดีบีกำลังจัดทำยุทธศาสตร์หุ้นส่วนระดับประเทศฉบับใหม่ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านแผนโครงการเบื้องต้นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือขึ้นในภูมิภาคอีกครั้งผ่านแผนงานอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและเวทีอื่นๆ 

นอกจากนั้น เอดีบี โดยสำนักปฏิบัติการภาคเอกชน ยังได้สนับสนุนการพัฒนาการเงินสีเขียวในประเทศไทย ผ่านการลงทุนในหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมรุ่น 5 ปี และ 7 ปี ของ บริษัท บี. กริมเพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 5 พันล้านบาท เมื่อปี 2561 ซึ่งนับเป็นหุ้นกู้ที่ได้รับการรับรองว่าคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกที่ออกในประเทศไทย และเอดีบีได้ยังลงทุนในการหุ้นกู้ของบริษัทพลังงานบริสุทธ์ จำกัด (มหาชน) อีกจำนวน 3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของบริษัทฯ จำนวน 10 พันล้านบาท ในปี 2562

เอดีบีมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีความยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ยังคงพยายามในการขจัดปัญหาความยากจนต่อไป  เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 โดยมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 68 ประเทศ โดย 49 ประเทศ มาจากประเทศในภูมิภาค

Media Contact

SHARE THIS PAGE