เอเชียกำลังพัฒนาเติบโตร้อยละ 7.3 ในปี 2564 แม้สถานการณ์ COVID-19 ยืดเยื้อ

News Release | 28 เมษายน 2021

มะนิลา ฟิลิปปินส์ (28 เมษายน 2564) – ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) หรือ เอดีบี คาดว่าเศรษฐกิจในประเทศเอเชียกำลังพัฒนาจะกลับมาเติบโตได้ดีขึ้นที่ร้อยละ 7.3 ในปีนี้ และคาดว่าภูมิภาคจะเติบโตปานกลางที่ร้อยละ 5.3 ในปี 2565 เนื่องจากการฟื้นฟูสุขภาพทั่วโลก และความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัส (COVID-19) โดยเป็นการฟื้นตัวจากการเติบโตติดลบที่ร้อยละ 0.2 ในปีที่แล้ว

รายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 2564 (Asian Development Outlook 2021) ซึ่งเผยแพร่วันนี้ ยังรายงานว่า หากไม่รวมฮ่องกง จีน เกาหลี สิงคโปร์ และไต้หวัน เศรษฐกิจของประเทศเอเชียกำลังพัฒนาคาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 7.7 ในปี 2564 และร้อยละ 5.6  ในปี 2565

“การเติบโตกลับมาเคลื่อนไหวในประเทศเอเชียกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่เป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวเช่นกัน” นายยาซูยูกิ ซาวาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอดีบี กล่าว “แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศ การกระจายการฉีดวัคซีน และประโยชน์ที่ได้รับจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว”

การส่งออกที่กระเตื้องขึ้นได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเอเชียกำลังพัฒนาบางประเทศท่ามกลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกที่กลับมาเข้มแข็งและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการผลิต แม้ความก้าวหน้าของการผลิตและการส่งมอบวัคซีนป้องกัน COVID -19 เป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว แต่การแพร่ระบาดที่ยังคงอยู่เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสำหรับภูมิภาค โดยแนวโน้มการกระจายวัคซีนที่ล่าช้าและการระบาดระลอกใหม่จะทำให้การเติบโตลดต่ำลง ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การผลิตที่ชะงักงัน ความปั่นป่วนทางการเงินจากสภาวะการเงินที่ตึงตัว และผลระยะยาวจากการปิดโรงเรียนเป็นต้น

เศรษฐกิจของประเทศเอเชียกำลังพัฒนาโดยรวมจะเห็นสัญญาณการเติบโตที่ดีในปีนี้และปีหน้า โดยเศรษฐกิจในเอเชียกลางจะเติบโตโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.4 ในปี 2564 และร้อยละ 4.0 ในปี 2565 ส่วนเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพาการค้าจะขยายตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 4.4 ในปีนี้ และร้อยละ 5.1 ในปีหน้า หลังจากหดตัวที่ร้อยละ 4.0 ในปี 2563 ส่วนเศรษฐกิจในแปซิฟิกยังคงได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดในการเดินทางทั่วโลกและการล่มสลายของการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้การเติบโตเป็นไปในระดับปานกลางที่ร้อยละ 1.4 ในปีนี้ ก่อนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.8 ในปีหน้า

การส่งออกที่เข้มแข็งและการฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้ โดยคาดว่า GDP ของจีนจะขยายตัวที่ร้อยละ 8.1 ในปี 2564 และร้อยละ 5.5 ในปี 2565 ส่วนเอเชียตะวันออกคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 7.4 ในปี 2564 และร้อยละ 5.1 ในปี 2565

ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจอินเดียคาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 11 ในปีงบประมาณ 2564 ซึ่งจะสิ้นสุด ณ เดือนมีนาคม 2565 ท่ามกลางการขับเคลื่อนด้านวัคซีนอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม การกลับมาของ COVID-19 เมื่อเร็วๆ นี้อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของอินเดีย โดยคาดว่า GDP จะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 7 ในปีงบประมาณ 2565  สำหรับเอเชียใต้โดยรวม คาดว่าจะกลับมาเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 9.5 ในปีนี้ และร้อยละ 6.6 ในปีหน้า หลังจากเติบโตติดลบที่ร้อยละ 6 ในปี 2563

อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคคาดว่าจะลดต่ำลงจากร้อยละ 2.8 ในปีที่แล้ว มาอยูที่ร้อยละ 2.3 ในปีนี้ อันเนื่องจากแรงกดดันด้านราคาอาหารในจีนและอินเดียผ่อนคลายคง และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.7 ในปี 2565

เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดใหญ่ของ COVID-19 โดยเศรษฐกิจหดตัวร้อยละ 6.1 ในปี 2563 อย่างไรก็ตาม เอดีบีคาดว่า GDP ของไทยจะกระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 3 ในปี 2564 และขยายตัวถึงร้อยละ 4.5 ในปี 2565 เนื่องจากการกระจายการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ทั่วโลก และการเพิ่มขึ้นของการค้าและการท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกสินค้าและบริการคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 ในปีนี้ และร้อยละ 12.5 ในปีหน้า ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะกระเตื้องขึ้นที่ร้อยละ 2.1 ในปี 2564 และร้อยละ 3 ในปี 2565 อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นที่ร้อยละ 1.1 และร้อยละ 1.0 ในปี 2564 และปี 2565 ตามลำดับ ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ในประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แผนการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าของรัฐบาล แนวโน้มการระบาดระรอกใหม่ในประเทศ และมาตรการเยียวยาที่อาจได้ผลน้อยกว่าที่คาด อาจส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุน

รายงานฉบับนี้ยังได้สำรวจความเสียหายที่เกิดจากการปิดโรงเรียนทั่วทั้งภูมิภาคเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ ถึงแม้ว่าหลายประเทศได้ใช้การเรียนการสอนทางไกล แต่ยังมีนักเรียนอีกมากมายที่ไม่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ซึ่งการหยุดชะงักดังกล่าวจะส่งผลต่อความชำนาญและฝีมือของนักเรียนรวมทั้งการผลิตและการหารายได้ของแรงงานในอนาคต โดยความสูญเสียจากการเรียนการสอนที่ชะงักงันจะอยู่ในระหว่างร้อยละ 8 ต่อปี สำหรับการเรียนในแปซิฟิกที่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังเปิดเรียนอยู่ จนถึงร้อยละ 55 ในเอเชียใต้ที่โรงเรียนปิดเป็นระยะเวลานาน ส่วนการลดลงของรายได้ในอนาคตของนักเรียนในประเทศเอเชียกำลังพัฒนาคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ เทียบเท่ากับร้อยละ 5.4 ของ GDP ภูมิภาคในปี 2563

เอดีบีมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีความยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ยังคงพยายามในการขจัดปัญหาความยากจนต่อไป เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 68 ประเทศ โดย 49 ประเทศ มาจากประเทศในภูมิภาค