กรุงเนปิดอร์ ประเทศพม่า (29 มกราคม 2558)- ประเทศสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขงได้ให้คำมั่นร่วมกันว่าจะพยายามปกป้องและปรับปรุงสินทรัพย์ทางธรรมชาติของตนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งได้แก่ ผืนป่า พื้นที่กสิกรรม พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งน้ำ เพื่อให้เอื่อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ท่ามกลางความกังวลว่าความล้มเหลวในการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของอนุภูมิภาค

ในการประชมุรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 4 ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศลุ่มแม่น้ำโขงเรียกร้องให้มีความร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างความตระหนักและเผยแผร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ทางธรรมชาติ ร่วมมือและสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการริเริ่มใหม่ๆ เพื่อปกป้องสินทรัพย์ดังกล่าว และพัฒนาแนวทางเพื่อให้แน่ใจว่าการพิจารณาอย่างยั่งยืนจะถูกนำมาประกอบในการตัดสินใจลงทุน วางแผน วางนโยบาย

ในแถลงการณ์ร่วมโดยรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมจากกัมพูชา ลาว พม่า จีน ไทย และเวียดนาม ได้กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ และความเจริญรุ่งเรืองของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการลงทุนที่มีประสิทธิภาพและทันเวลาเพื่อปกป้องและปรับปรุงทรัพยากรธรรมชาติ

ทุนธรรมชาติ (natural capital) คือคลังของสินทรัพย์ทางธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดการหมุนเวียนของนิเวศบริการ (ecosystem service) ได้แก่ อาหาร น้ำ พลังงาน และการควบคุมโรค สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ และยังเป็นส่วนสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งต้องอาศัยพื้นที่กสิกรรม ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าโกงปางและส่วนเกี่ยวเนื่องกับนิเวศบริการในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สินทรัพย์ของทุนธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 20-55 ของความมั่งคั่งในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลให้การปกป้องสินทรัพย์ดังกล่าวมีความจำเป็นต่อความรุ่งเรืองในอนาคต

สินทรัพย์ธรรมชาติมีบทบามสำคัญต่อชีวิตผู้ยากไร้ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีประชากรราว 60 ล้านคนพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมสำหรับอาหาร พลังงาน และรายได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป ความอ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นภัยคุกคามต่อการทำมาหากินของชุมชนเหล่านั้น นอกจากนี้  สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืนในระยะยาวของอนุภูมิภาค และอาจมีมูลค่าการฟื้นฟูที่คาดไว้ล่วงหน้าสูงถึง 55 พันล้านเหรียญสหรัฐในอีก 25 ปีข้างหน้า หากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแล

นายเจมส์ นูเจ็นท์ ผู้อำนวยการสำนักเอเชียตะวันออกฉียงใต้ของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี กล่าวในคำแถลงเปิดการประชุมว่า ความท้าทายหลักที่อนุภมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจะต้องเผชิญในทศวรรษข้างหน้า คือ จะรับมือกับความต้องการอาหาร พลังงาน น้ำ และทรัพยากรอื่นๆที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไร ในขณะที่จะต้องรักษาทรัพยากรดังกล่าวให้พอเพียงสำหรับคนรุ่นต่อไป

นอกจากนั้น นายนูเจ็นท์ยังได้เรียกร้องให้มีการประเมินการสนับสนุนทางสังคมและเศรษฐกิจต่อสินทรัพย์ของธรรมชาติที่เหมาะสมและมีประโยชน์ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายมีข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนา และควรนำการพิจารณาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมมาประกอบในการตัดสินใจและการดำเนินแผนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่เร่งด่วนมูลค่ามากกว่า 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งระบุในกรอบการลงทุนของภูมิภาค (Regional Investment Framework Implementation Plan) ในการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 5 เมื่อเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา

เอดีบีซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดปัญหาความยากจนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม การเติบโตแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการบูรณาการทางภูมิภาค เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 และมีสมาชิกทั้งหมด 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศ มาจากประเทศในภูมิภาค 

Media Contact

SHARE THIS PAGE