กรุงเทพ ฯ ประเทศไทย(20 สิงหาคม 2555) - รายงานฉบับใหม่ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์จะสามารถก้าวตามประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับร้อยละ 7-8 ต่อปี และกลายเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ประชาชาติต่อหัวเป็นสามเท่าภายในปี พ.ศ. 2573 หากสามารถรับมือกับปัจจัยท้าทายด้านการพัฒนาที่สำคัญต่าง ๆ ได้ด้วยการดำเนินการปฏิรูปที่ครอบคลุมและทั่วถึงมากขึ้น

นาย Stephen Groff รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชียด้านภูมิภาคเอเชียตะวันออก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวว่า "ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมียนมาร์ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งแรงงานที่มีอย่างเหลือเฟือทำให้เมียนมาร์อยู่ในสถานะที่สามารถได้รับประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีพลวัตรของเอเชีย เมียนมาร์สามารถกลายมาเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของเอเชียได้ หากสามารถยึดมั่นและรักษากระบวนการปฏิรูปที่กำลังดำเนินอยู่"

อนึ่ง รายงาน "เมียนมาร์ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน:โอกาสและความท้าทาย-Myanmar in Transition: Opportunities and Challenges, " เป็นรายงานการประเมินเกี่ยวกับสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ฉบับสำคัญฉบับแรกของเอดีบีนับตั้งแต่เมียนมาร์เริ่มการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2554 รายงานฉบับนี้ระบุว่า ยังมีอีกหลายประการที่จะเมียนมาร์ต้องดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ประชากรพม่าเพียง 1 ใน 4 มีไฟฟ้าใช้ และถนนเพียง 1 ใน 5 ในเมียนมาร์ที่สร้างในระดับมาตรฐาน ในการนี้ ความพยายามร่วมกันของ ทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและช่วยปรับปรุงบริการสาธารณะในเมียนมาร์

รายงานฉบับนี้กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์จะขึ้นอยู่กับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งมาตรการการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ (น้อยกว่าร้อยละ 6) และการจัดทำงบประมาณในระดับที่เหมาะสม การส่งเสริมการออมภายในประเทศ และการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี รายงานฉบับนี้ยังเตือนด้วยว่า สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์อาจจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่มาพร้อมกับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ หากกระบวนการปฏิรูปไม่ได้ถูกดำเนินการอย่างรอบคอบ ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความตึงเครียดจากความขัดแย้งภายในประเทศอาจส่งผลในทางลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพม่าในอนาคต

เพื่อที่จะส่งเสริมความสมานฉันท์ทางสังคมและบรรเทาปัญหาความยากจน การลงทุนทางการศึกษา สาธารณสุข และบริการทางสังคมต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าประชากรพม่ากว่าครึ่งหนึ่ง จะดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม พื้นที่เพาะปลูกของเมียนมาร์น้อยกว่าร้อยละ 20 มีระบบชลประทานรองรับ รายงานฉบับนี้ยังระบุด้วยว่า การลงทุนในระบบการชลประทานสามารถช่วยเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรและเพิ่มพูนรายได้ของชาวพม่า

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ซึ่งอยู่ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินเดีย และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยส่งเสริมให้เมียนมาร์ได้รับประโยชน์จากการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ระหว่างประเทศ ที่กำลังเพิ่มปริมาณมากขึ้น รวมทั้งความต้องการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

รายงานของเอดีบีฉบับนี้ระบุด้วยว่า เพื่อที่จะทำให้สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ เมียนมาร์จะต้องมุ่งพัฒนาระบบการเชื่อมโยงโดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นทางทางการคมนาคมขนส่ง การบริการด้านพลังงานและโทรคมนาคม รวมไปถึงการทำให้ภาคการเงินมีความทันสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ จะต้องมีการขยายรากฐานทางเศรษฐกิจของเมียนมาร์จากภาคเกษตรกรรมไปยังภาคอุตสาหกรรมและการบริการเพื่อที่จะสนองตอบต่อความต้องการงานที่เพิ่มมากขึ้น

อนึ่ง เอดีบีได้จัดตั้งสำนักงานในสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ และกำลังศึกษาความ เป็นไปได้ในการกลับไปดำเนินงานในสาธารณัฐสหภาพเมียนมาร์อีกครั้งหลังจากยุติไปเมื่อปี พ.ศ. 2531

เอดีบีซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งขึ้น ณ กรุงมะนิลา ได้อุทิศตนให้กับการลดความยากจนในภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทั่วถึงและทุกภาคมีส่วนร่วม การเจริญเติบโตแบบยั่งยืน ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการบูรณาการทางภูมิภาค เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2509 มีสมาชิก 67 ประเทศ โดย 48 ประเทศมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในปีพ.ศ. 2554 เอดีบีได้อนุมัติเงินช่วยเหลือ รวมทั้งเงินกู้ร่วม แก่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย มูลค่า 21.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Media Contact

SHARE THIS PAGE